SHARES:

การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย คือ การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า (Customer Experience) แน่นอนว่าถ้าลูกค้าไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีระหว่างการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ย่อมส่งผลเสียต่อธุรกิจได้ 

อินไซท์เอราจะพาไปรู้จักกับอีกหนึ่งกลยุทธ์การตลาดที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ นั้นก็คือ Customer Journey 

เริ่มตั้งแต่การวางแผนพื่อทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักของลูกค้า ตลอดจนเป็นผู้ใช้สินค้าหรือบริการที่เต็มใจจะบอกต่อ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

Customer Journey คือ เส้นทางของผู้บริโภคตั้งแต่ก่อนจะเป็นลูกค้า จนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการ รวมถึงกลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการนั้นซ้ำ ถือเป็นแนวคิดที่ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อมองเห็นภาพรวม บ่งชี้ปัญหาและนำไปแก้ไขพัฒนาธุรกิจของเราได้อย่างถูกจุด และนำไปใช้ในการวางแผนการตลาดของธุรกิจ

เส้นทางของ Customer Journey

ซึ่งวิธีการหลักๆ ของ Customer Journey จะแบ่งออกเป็นขั้นตอนต่างๆ 5 ขั้น ได้แก่ Awareness, Consideration, Purchase, Retention, และ Advocacy ซึ่งในกระบวนการเหล่านี้สามารถนำมาปรับเพื่อให้เข้ากับกลุ่มลูกค้าของแต่ละธุรกิจได้เช่นกัน

1.Awareness (การรับรู้) 

ขั้นแรก คือ เราต้องทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก ทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงตัวตนการมีอยู่ของแบรนด์ (Awareness) เริ่มรู้จักบริษัท ข้อมูลผลิตภัณฑ์ เรื่องราวที่แบรนด์ตั้งใจนำเสนอ โดยใช้วิธีการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ที่ส่งผลให้ผู้ที่มีความต้องการในเรื่องนั้นๆ เกิดความสนใจต่อสินค้าและบริการของแบรนด์

ในปัจจุบันวิธีการทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมีหลากหลายช่องทาง เช่น Facebook, Twitter, Google Ads , Banner หรือลงบทความ Content , การทำ Email Marketing ซึ่งเราสามารถเลือกช่องทางให้เข้ากับแบรนด์ได้ตามความเหมาะสม

2.Consideration (การพิจารณา/ตัดสินใจ)

ในขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นหลังจากลูกค้ารู้จักแบรนด์ รู้จักผลิตภัณฑ์ และเริ่มสนใจ จึงมีการศึกษาอย่างลึกซึ้งเพื่อพิจารณาว่าจะใช้บริการหรืออุดหนุนหรือไม่

ซึ่งกลุ่มเป้าหมายมักจะมีพฤติกรรมในการเริ่มหาข้อมูลและเก็บข้อมูล หรือเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่นๆ เพื่อหาสิ่งที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด เช่น การอ่านรีวิว ค้นหาข้อมูลสินค้าผ่าน Google โดยขั้นตอนนี้การทำ SEO (Search Engine Optimization) ถือเป็นโอกาสที่ลูกค้าจะเลือกแบรนด์ของเรา

3.Purchase (การซื้อสินค้า)

เป็นระยะที่ลูกค้าตัดสินใจเลือกแบรนด์ของเรา ซึ่งในขั้นนี้ไม่ควรที่จะมีเรื่องขัดข้องเกิดขึ้น ต้องมีความเตรียมพร้อมทั้งในเรื่องของสินค้าและบริการ เพราะหากเกิดความขัดข้องในการซื้อสินค้า ตั้งแต่การลงทะเบียนเพื่อติดต่อบริการ การชำระเงิน หรือการได้รับการบริการที่ไม่ดี ก็อาจจะกลายเป็นสาเหตุสำคัญในการตัดสินใจไม่สั่งซื้อต่อ และมีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะหันไปหาคู่แข่งของธุรกิจแทน

4.Retention (การใช้ซ้ำ)

ขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อลูกค้าเกิดความพึงพอใจต่อสินค้าหรือบริการ ซึ่งความประทับใจนี้สามารถทำให้ลูกค้าทั่วไปกลายเป็นลูกค้าประจำได้

นอกจากคุณภาพของสินค้า สิ่งหนึ่งที่จะช่วยดึงดูดลูกค้าได้คือการมอบประการณ์หลังการขายที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขนส่ง บริการจากพนักงานที่มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง ไปจนถึงการส่งอีเมลติดตามความพึงพอใจลูกค้า ซึ่งระยะนี้จะช่วยให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำและเพิ่มโอกาสพัฒนาสู่ระยะถัดไป

5.Advocacy (การบอกต่อ)

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายสำหรับลูกค้าประจำ ซึ่งจะมีการบอกต่อถึงความประทับใจและประสบการณ์จากการใช้สินค้าหรือบริการที่ดีให้กับคนรู้จัก ส่งผลให้ผู้ได้รับการบอกต่อเกิดความสนใจในแบรนด์และกลายเป็นลูกค้าใหม่ได้ในที่สุด

ใน Digital Marketing จะเรียกทฤษฎีนี้ว่า “การตลาดแบบบอกต่อ (Referal Marketing)” เป็นหนึ่งในวิธีการทำการตาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะ ผู้บริโภคจะเชื่อถือข้อมูลสินค้าที่มาจากการบอกต่อของคนรู้จัก มากกว่าข้อมูลที่แบรนด์เล่าเอง หรือจากสื่อโฆษณาใดๆ นอกจากจะสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ได้ ก็เป็นโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ได้อีกด้วย

ประโยชน์ Customer Journey

  • ช่วยให้สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจแก่ลูกค้าที่มีต่อแบรนด์
  • สร้างฐานลูกค้าใหม่จากความต้องการของลูกค้า ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด เพราะการมีขั้นตอนของ Customer Journey จะทำให้รู้ได้ว่าระหว่างทางมีขั้นตอนไหนที่ผิดพลาดเกิดขึ้น 
  • วางแผนกลยุทธ์ในการบริการลูกค้า ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและเพิ่มมูลค่าของแบรนด์ให้กับลูกค้าได้
  • ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด ลูกค้าเกิดการใช้ซ้ำและบอกต่อ ทำให้มีลูกค้าใหม่ได้โดยไม่ต้องทำการตลาดเพิ่มเติม
การเดินทางของลูกค้าอาจไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนเสมอไป ในหลายครั้งที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการจากการบอกต่อโดยไม่จำเป็นต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเลยก็ว่าได้
ซึ่งการเข้าใจ Customer Journey ทำให้ธุรกิจมีความได้เปรียบมากกว่า เพราะเห็นภาพรวม Journey ของลูกค้า ซึ่งเราสามารถนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลูกค้าแต่ละบุคคลได้

ปัจจุบันมี Tools สำหรับออกแบบ Customer Journey ที่หลากหลาย ทำให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ และออกแบบการสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจสำหรับลูกค้าของเราได้ในที่สุดDOM – Data Opinion Mining หนึ่งในเครื่องมือ ที่สามารถตอบโจทย์ทุกธุรกิจ ช่วยให้คุณวิเคราะห์ข้อมูลได้ละเอียดและตรงจุด เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน รู้ Social Movement ในทุกตลาดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง รู้ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ พร้อมติดตามผลตอบรับได้แบบ Real-Time

ทำความรู้จัก DOM : Social Listening & Social Analytics Tool ให้มากขึ้น https://www.insightera.co.th/dom/ 

 

✓ The right insight at your fingertips.

—————

“InsightEra” ผู้ให้บริการ MarTech แบบครบวงจร

สนใจหรือสอบถามเพิ่มเติม
https://www.insightera.co.th/contact-us/
Email : [email protected]