SHARES:

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI วิวัฒนาการอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่เราเคยมองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงานเฉพาะกลุ่ม วันนี้ AI ได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างแนบเนียน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในดินแดนที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวดเร็วที่สุดในโลก การเข้าใจพฤติกรรมเชิงลึกของผู้ใช้งานในแต่ละประเทศจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติน่ารู้ แต่เป็น ขุมทรัพย์ทางกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด สำหรับแบรนด์และนักการตลาดในการออกแบบประสบการณ์ให้เข้าถึงใจผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด

บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกพฤติกรรมการใช้งาน AI ของคนไทย เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อวิเคราะห์ว่าพฤติกรรมเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณอะไรถึงภาคธุรกิจ และแบรนด์ต่างๆ ควรปรับกลยุทธ์อย่างไรเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ โดยอ้างอิงข้อมูลอินไซต์สำคัญจากรายงาน “Gemini Report Southeast Asia 2026” ซึ่งจัดทำขึ้นโดย Google ที่ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์สถิติจากการใช้งานจริงใน 6 ประเทศหลักของภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

ถอดรหัสพฤติกรรมการใช้ AI ของคนไทย: จากเทคโนโลยีล้ำสมัยสู่ “เพื่อนคู่คิดไลฟ์สไตล์”

เมื่อพูดถึงการใช้งาน AI รายงานจาก Google ได้สะท้อนภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่งผ่านการตั้งฉายาเชิงพฤติกรรมให้แก่ผู้ใช้งานในแต่ละประเทศ ซึ่งกระจกบานนี้ได้สะท้อน “นิสัย” และวัฒนธรรมของแต่ละชาติออกมาได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามได้รับฉายาด้านการเป็นสะพานเชื่อมโลกการเรียนรู้ หรืออินโดนีเซียที่เน้นไปทางผู้ช่วยสร้างสรรค์งานศิลปะและคอนเทนต์ ประเทศไทยกลับได้รับฉายาที่สะท้อนถึงความเป็นมิตรและความใกล้ชิดอย่าง “เพื่อนคู่คิดไลฟ์สไตล์” (Lifestyle Companion)

สอดคล้องกับตัวเลขสถิติที่ระบุว่า กว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 32% ของคำสั่ง (Prompt) ที่คนไทยส่งหา Gemini เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนไทยไม่ได้มอง AI เป็นเพียงแค่โปรแกรมคำนวณหรือเครื่องมือเขียนโค้ดที่ดูเคร่งเครียด แต่เลือกที่จะใช้ AI ในการถามทาง ค้นหาร้านอาหารอร่อยๆ วางแผนทริปท่องเที่ยว แนะนำไอเดียแต่งห้องนอน หรือแม้กระทั่งการพูดคุยปรึกษาเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยมีความคุ้นเคยและเปิดใจยอมรับ AI ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ส่วนตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นโอกาสทองของแบรนด์ในการแทรกซึมเข้าไปอยู่ในบทสนทนาประจำวันเหล่านั้น

หากลองเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะเห็นความแตกต่างอย่างสุดขั้ว เช่น

  • ประเทศเวียดนาม: ประชากรใช้ AI เพื่อการศึกษาและการเรียนรู้สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคถึง 17% (ในขณะที่ไทยรั้งท้ายอยู่ที่ 8%) สะท้อนถึงค่านิยมที่เน้นการพัฒนาทักษะวิชาการอย่างเข้มข้น

  • ประเทศสิงคโปร์: ขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน โดยมีอัตราการใช้งาน AI ต่อหัวสูงที่สุดในโลกเฉลี่ยเกือบ 10 ครั้งต่อคนต่อวัน และเน้นการใช้งานบนคอมพิวเตอร์เพื่อเขียนโค้ดและการทำงานระดับมืออาชีพ

พฤติกรรมที่แตกต่างกันเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การทำตลาดในภูมิภาคนี้ไม่สามารถใช้กลยุทธ์แบบเหมาแผงเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องลงลึกถึงบริบททางวัฒนธรรมการใช้งานของแต่ละประเทศ

ปรากฏการณ์ Silver Gen และ Multimodal Search: เมื่อรุ่นใหญ่ไทยสั่งงาน AI ด้วยภาพและเสียง

อีกหนึ่งอินไซต์ที่สร้างความประหลาดใจและพลิกโฉมความเชื่อเดิมๆ ของนักการตลาดคือ สัดส่วนผู้ใช้งาน AI ในประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z หรือ Millennials เท่านั้น แต่รายงานระบุว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (Silver Generation) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 10% ของผู้ใช้งาน Gemini ทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งกลุ่มรุ่นใหญ่นี้ไม่ได้ใช้งานแบบกล้าๆ กลัวๆ แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตและปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีได้อย่างน่าทึ่ง

สิ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุไทยเข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้นคือเทคโนโลยี Multimodal Search หรือความสามารถในการประมวลผลข้อมูลที่หลากหลายที่ไม่ใช่แค่ตัวอักษร โดยกลุ่ม Silver Gen ในไทยเป็นกลุ่มที่นิยมใช้ “เสียง” (Voice Prompt) และ “รูปภาพ” (Image Input) ในการสื่อสารกับ AI มากที่สุดในอาเซียน ซึ่งมากกว่าคนรุ่นใหม่ในไทยเองเสียด้วยซ้ำ

กรณีศึกษา: อดีตคุณครูเกษียณอายุในจังหวัดเชียงราย ใช้วิธีถ่ายภาพขนมไทยโบราณอย่างทองหยิบกลางตลาดแม่จัน แล้วส่งรูปภาพนั้นถาม AI ผ่านการพูดคุยด้วยเสียงภาษาไทยโดยตรง เพื่อสอบถามว่าขนมชนิดนี้มีปริมาณน้ำตาลเท่าไหร่ และให้ AI อ่านออกเสียงคำตอบกลับมาเป็นภาษาไทย

 

ปรากฏการณ์นี้กำลังบอกเราว่า ข้อจำกัดด้านการพิมพ์หรือการอ่านตัวอักษรขนาดเล็กบนหน้าจอมือถือไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับผู้สูงอายุอีกต่อไปตราบใดที่ AI สามารถเข้าใจเสียงพูดและรูปภาพธรรมชาติได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ภาษาไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดย 87% ของคำสั่งที่คนไทยส่งหา AI ถูกเขียนหรือพูดเป็นภาษาไทย (สูงเป็นอันดับสองรองจากเวียดนามที่ 89%) คนไทยจะสลับไปใช้ภาษาอังกฤษเฉพาะเวลาที่ต้องทำงานเขียนโค้ดหรืองานครีเอทีฟเฉพาะทางเท่านั้น การที่ AI เข้าใจภาษาไทยถิ่น บริบททางวัฒนธรรม และรองรับการสั่งงานด้วยเสียงและภาพ จึงเป็นสะพานเชื่อมให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม

พฤติกรรม Mobile-First และขีดความสามารถด้านงานสร้างสรรค์ของคนไทย

พฤติกรรมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยยังคงยึดโยงอยู่กับสมาร์ทโฟนเป็นหลัก โดยรายงานเผยว่า 74% ของการใช้งาน AI ในประเทศไทยเกิดขึ้นบนอุปกรณ์มือถือ (Mobile-First) ซึ่งใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย (82%) และมาเลเซีย (74%) ข้อเท็จจริงนี้ส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบคำสั่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการใช้งานบนมือถือมักจะทำให้ผู้ใช้ป้อนคำสั่งที่สั้น กระชับ และเน้นการขอคำแนะนำแบบทันท่วงที (On-the-go) มากกว่าการสั่งงานยาวๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเหมือนบนคอมพิวเตอร์พกพา

นอกจากนี้ ด้านงานสร้างสรรค์ของคนไทยก็มีความโดดเด่นไม่แพ้ชาติใด โดย 1 ใน 4 ของคำสั่งจากผู้ใช้ชาวไทยเป็นการใช้งานเพื่อความสร้างสรรค์ (Creative Use Cases) เช่น การสร้างรูปภาพ การเขียนคอนเทนต์ และการคิดไอเดียแปลกใหม่ ซึ่งคิดเป็นอันดับสองของภูมิภาครองจากอินโดนีเซีย และที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้หญิงไทยมีสัดส่วนการใช้ AI เพื่อสนับสนุนงานด้านความคิดสร้างสรรค์มากกว่าผู้ชายไทยถึง 50% สะท้อนถึงบทบาทของพลังผู้หญิงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ยุคใหม่โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นลมใต้ปีก

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส: กลยุทธ์ที่แบรนด์ต้องปรับตัวเพื่อชนะใจผู้บริโภคยุค AI

จากข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดข้างต้น แบรนด์และนักการตลาดไม่สามารถมองข้ามการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ดิจิทัลนี้ได้ และนี่คือกลยุทธ์สำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวเพื่อเข้าหาผู้บริโภคในยุคที่ AI กลายเป็นเพื่อนคู่คิดไลฟ์สไตล์:

1. เปลี่ยนผ่านจาก SEO แบบเดิม สู่ Generative Engine Optimization (GEO)

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเสิร์ชหาข้อมูลบนเว็บเบราว์เซอร์ มาเป็นการถามตอบกับ AI เพื่อขอคำแนะนำไลฟ์สไตล์ แบรนด์ต้องศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้ข้อมูลสินค้า บริการ หรือรีวิวของแบรนด์ถูก AI ดึงไปใช้ในการประมวลผลคำตอบและแนะนำแก่ผู้ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ

2. พัฒนาช่องทางการสื่อสารที่รองรับ Multimodal (Voice & Visual Search)

แบรนด์ต้องปรับปรุงข้อมูลดิจิทัลให้รองรับการค้นหาด้วยภาพและเสียง เช่น การตั้งชื่อภาพสินค้าด้วยคำอธิบายที่ชัดเจน การเตรียมข้อมูลตอบคำถามที่สอดคล้องกับคำพูดธรรมชาติของคนไทย และการสร้างช่องทางการบริการลูกค้า (Customer Service) ที่สามารถคุยโต้ตอบด้วยเสียงได้อย่างลื่นไหลเพื่อรองรับกลุ่ม Silver Gen

3. สร้างสรรค์แคมเปญการตลาดที่เข้าใจบริบทท้องถิ่น (Hyper-Localization)

เนื่องจากคนไทยใช้งาน AI เป็นภาษาไทยถึง 87% การเทรนระบบหลังบ้านของแบรนด์หรือการทำคอนเทนต์จึงต้องใช้ภาษาไทยที่สละสลวย เข้าใจสแลง และบริบททางวัฒนธรรมเฉพาะตัวของคนไทยเพื่อสร้างความใกล้ชิดและน่าเชื่อถือ

4. ส่งเสริมการเรียนรู้และการยกระดับทักษะด้าน AI (AI Literacy)

สอดคล้องกับรายงานที่ระบุถึงความร่วมมือระหว่าง Google และ True Corporation ในการผลักดันหลักสูตร AI Literacy แบรนด์สามารถเข้ามามีบทบาทในการช่วยให้ลูกค้าหรือคนในองค์กรใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสร้างความผูกพันกับแบรนด์ (Brand Loyalty) ในระยะยาว

บทบาทของ AI-First Digital Intelligence ในการขับเคลื่อนธุรกิจไทย

ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่หมุนไวและการแข่งขันที่ดุเดือด การเดาใจลูกค้าด้วยสัญชาตญาณแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ธุรกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่เข้าใจทั้งมิติของข้อมูล เทคโนโลยี AI และบริบททางการตลาดอย่างลึกซึ้ง

ที่ InsightERA (อินไซท์เอรา) ในฐานะ AI-First Digital Intelligence Partner เรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้แบรนด์ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยพลังของข้อมูลอัจฉริยะและการประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้คุณค้นพบข้อมูลอินไซต์เชิงลึก (Consumer Insights) ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดได้อย่างแม่นยำ และสร้างแต้มต่อทางธุรกิจที่ยั่งยืนในยุคที่ผู้บริโภคมี AI เป็นเพื่อนคู่คิดในทุกย่างก้าวของชีวิต

✓ The right insight at your fingertips.

—————

“InsightERA” AI-First Digital Intelligence Partner

สนใจหรือสอบถามเพิ่มเติม
https://www.insightera.co.th/contact-us/
Email : [email protected]